Alptraum Castle » Naruto FanFiction » Ended Naruto FanFiction » [ItaSasu] Possession 1-15 (Fin)



11-18-2007 17:57 hiyuura
[ItaSasu] Possession 1-15 (Fin)

[b][color=red][/color][/b]
[b][color=red]กรุณาอย่านำฟิกไปโพสต์ที่อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาตก่อนนะคะ[/color][/b]

[b]Chapter 1: Chain
[/b]
ความเย็นเยียบบาดลึกเข้าไปถึงใต้ผิวหนังของเด็กหนุ่ม ตรึงรัดเขาไว้ทั้งลำคอ ข้อมือและข้อเท้า ชาไปหมด...ขยับตัวแทบไม่ได้ หายใจก็ลำบาก ปลอกคอโลหะที่พันธนาการลำคอระหงนั้นรัดแน่นจนแทบหายใจไม่ออก นี่ยังไม่ต้องพูดถึงบาดแผลที่เขาได้รับจากการต่อสู้...การจู่โจมแต่ละครั้งรุนแรงกะเอาให้ถึงตาย แต่โชคยังดีที่เขาเลี่ยงจุดสำคัญได้พ้นจึงทำให้เขายังมีลมหายใจอยู่ได้ในตอนนี้ แต่...มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขารอดพ้นจากความอัปยศอดสูในครั้งนี้เลย...  

ทายาทหนุ่มตระกูลอุจิวะคำรามในลำคอด้วยเสียงโกรธกร้าวพลางกระชากโซ่ตรวนที่พันธนาการเขาไว้อย่างรุนแรงหวังจะได้เป็นอิสระ //บ้าจริง ถ้าใช้คาถาคลายพันธนาการได้ละก็ โซ่แค่นี้...// ถ้าแค่ใช้ได้ นั่นคือความคิดของเด็กหนุ่ม ตอนนี้แม้แต่จะรวบรวมจักระยังทำไม่ได้ //บ้าจริง// เด็กหนุ่มสบถพลางกระชากโซ่แรงขึ้นอีก เขากระชาก กระชาก กระชาก แต่ไม่ว่าจะกระชากแรงเท่าไรดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นผล กลับทำให้ข้อมือของเขาเจ็บหนักขึ้นไปอีก

//บ้าที่สุด! ไอ้โซ่พวกนี้...// เขาอยากจะฉีกกระชากมันให้หลุดออกเป็นชิ้นๆ โดยเฉพาะไอ้โซ่ที่คอกับปลอกคอนี่ มันทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงของใครบางคน

หึ เขา นินจาที่เรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะ ที่หนึ่งของระดับชั้น ทายาทผู้สืบทอดนามของตระกูลอุจิวะ ต้องกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยง น่าอัปยศที่สุด

เด็กหนุ่มขยับศรีษะเล็กน้อย โซ่โลหะส่งเสียงกระทบกันกรุ๊งกริ๊ง เด็กหนุ่มชักสีหน้า จ้องมองเจ้าโลหะสีเงินแวววาวเหล่านั้นด้วยความรังเกียจ โซ่โลหะส่งประกายวิบวับราวกับจะจ้องมองตอบกลับมา ท่ามกลางความมืดของห้องนั่น สิ่งที่เด็กหนุ่มเห็นเป็นเพียงเส้นสายสีเงินยาวที่ตัดกับความมืดหนักอึ้งสีดำสนิทที่บดบังทัศนวิสัยจนแทบมองไม่เห็น ผมสีรัตติกาลของเด็กหนุ่มที่ตกลงมายิ่งทำให้ห้องดูมืดยิ่งขึ้น ซาสึเกะถอนหายใจยาว เลิกดื้อดึงกระชากโซ่เหล่านั้น เหนื่อย...เขาต้องการพัก ถึงแม้ว่ามันจะแค่ชั่วครู่ชั่วยามก็เถอะ   

แต่เมื่อเด็กหนุ่มข่มตาหลับลง ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้าก็ซ้อนเข้ามาเป็นฉากๆ...

//เจ้าบ้า นารุโตะ//   

............................................................................


เด็กหนุ่มผมทอง อายุอานามราวๆสิบหก โดดผลุงลงจากกิ่งไม้สูงที่ซ่อนตัว เขาขยับหน้ากากจิ้งจอกประดับสีขาวที่เป็นสัญลักษณ์ของนินจาล่าสังหารเล็กน้อยก่อนจะมองไปรอบๆอย่างระแวดระวัง ดูลาดเลาแล้ว //โอเค เซฟ!!!// ไม่เห็นพวกแสงอุษาเลย เขาหันไปมองคฤหาสน์หรูหลังโตที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า คฤหาสน์นี้เป็นที่ๆได้รับการรายงานจากหน่วยสอดแนมว่าเป็นที่ซ่อนตัวของพรรคแสงอุษา พวกนินจาหลบหนี อาชญากรตัวเขื่องระดับ S

รอยยิ้มกระหายความตื่นเต้นปรากฏบนริมฝีปากบางของเด็กหนุ่ม...4 ปีแล้วสินะนับจากครั้งสุดท้ายที่เขาได้เผชิญหน้ากับพวกมัน ตอนนั้นเขาเป็นแค่เด็กตัวกระจ้อยร่อย สู้พวกมันไม่ได้เลย แต่คราวนี้แหละ...//คราวนี้แหละ ชั้นอุซึมากิ นารุโตะ จะประกาศให้พวกมันรู้ไปเลยว่าอย่ามาสะเออะมาตอแยกะชั้น!// ใช่ เขาจะเป็นคนแรกที่ได้เด็ดหัวพวกมัน อย่างเจ้าขี้เต๊ะซาสึเกะนั่นน่ะเรอะ ฝันไปเถอะ!  

หากแต่...ความจริงยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง เหตุผลที่แม้เขาเองก็ยังมิอาจเข้าใจได้ แต่ทว่า...ทำไมนะ ไม่อยาก ไม่อยากให้ซาสึเกะกับพี่ชายเจอหน้ากัน...

จริงอยู่ อิทาจิเป็นคู่ต่อสู้ที่อันตรายและร้ายกาจที่สุดคนหนึ่งก็ว่าได้ แค่นั้นยังพอว่า แต่ดันเป็นคู่ต่อสู้ที่หล่อแบบสะท้านฟ้าสะเทือนดินเอาซะด้วยสิ นารุโตะขมวดคิ้ว //หล่อแล้วไงฟระ!? นี่ตูคงไม่ได้...// คิดๆดูทำไมหลังๆเวลาฟังซาสึเกะพูดบทจะล้างแค้นให้ตระกูลต้องรู้สึกหงุดหงิดด้วยนะ //คงไม่ได้หึงเจ้าซาสึเกะเข้าหรอกนะ// นารุโตะนิ่งไปพักหนึ่ง แล้วก็รีบส่ายหัว //ง่า...เป็นไปไม่ได้หรอก เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!!! เราไม่ได้ชอบเจ้าซาสึเกะนี่นา ใช่ม้า เป็นไปไม่ได้หรอก!//

ก็ซาสึเกะน่ะ อยากจะฆ่าอิทาจิซะจนเรียกได้ว่าคลั่ง เด็กหนุ่มผมดำผู้เย่อหยิ่งที่เขารู้จักน่ะกระหายโลหิตของพี่ชายร่วมสายเลือดเป็นที่สุด แต่สำหรับอิทาจิแล้ว... //นารุโตะแกเป็นอะไรไปเนี่ย// ...ใครจะไปรู้ว่าเขาคิดอะไร

นารุโตะส่ายหัวแรงๆอีกรอบ //ไม่ว้อย! ตูไม่ได้ชอบซาสึเกะ ไม่ๆๆๆๆๆๆ ไม่เด็ดขาด!// หลังจากเสียเวลา confirm กับตัวเองอยู่เป็นสิบนาที ในที่สุดนารุโตะก็คว้ามีดนินจาออกมาจากกระเป๋าเก็บอาวุธที่เอว เขาควงมันอย่างชำนิชำนาญสองสามทีเป็นเชิงโชว์ออฟก่อนจะออกวิ่งไปทางคฤหาสน์ที่เห็นอยู่ไม่ไกลนัก เด็กหนุ่มผมทองมิได้รู้เลยว่าสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขามาจากต้นไม้ใกล้ๆ

//เจ้าเบ๊อะเซอะนั่นคิดจะทำอะไร เดี๋ยวก็ผิดแผนกันพอดี// เด็กหนุ่มผมดำนิ่วหน้า จะตามไปดีรึเปล่านะ หรือว่า...

"เฮ้ย! กับดัก!!! ซวยล่ะสิ!!!" นั่นไง เอาเข้าแล้ว

"ไอ้บื้อเอ๊ย!" ซาสึเกะรีบโจนลงจากกิ่งไม้แล้วตามไปทางต้นเสียงทันที

"ดูซิ นี่มันอะไร" คิซาเมะหัวเราะคิกคักโชว์ฟันที่แหลมเป็นเขี้ยวขาว พลางดึงหน้ากากของเด็กหนุ่มออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ซ่อนไว้ "เจ้าเด็กจิ้งจอกเก้าหาง หลงเข้ามาติดกับเราซะเอง สบายจริงๆ"

"จิ้งจอกเก้าหาง เด็กเนี่ยนะ" ชายที่มาด้วยกันกับมนุษย์ฉลามถาม นัยน์ตาสีม่วงเข้มจ้องมองมาที่เด็กหนุ่มอย่างสนใจใคร่รู้ นารุโตะจ้องกลับด้วยสายตากร้าว มือก็วุ่นหวังจะช่วยตัวเองให้หลุดจากตาข่ายเหนียวที่ห้อยลงมาจากกิ่งไม้สูง "แน่ใจนะ คิซาเมะ" ชายคนนั้นถามอีก "ท่าทางมันดูโง่ๆชอบกล"   

"แกว่าใครโง่ฟระ!!!?" นารุโตะแยกเขี้ยวใส่

ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็ยิ้มเยาะแล้วส่ายหัวช้าๆ ผมสีนํ้าตาลอ่อนสะบัดไปทางนู้นทีทางนี้ที

"โง่จริงๆซะด้วย" เขาพยักหน้ากับตัวเอง แล้วหันไปถามคิซาเมะอีกรอบ "นายแน่ใจนะ"  

"แน่สิ ชิริว ถ้าไม่เชื่อจะลองถามคุณอิทาจิดูก็ได้นะ" มนุษย์ฉลามตอบยิ้มๆ

ชิริว ชายหนุ่มผมสีนํ้าตาลอ่อน ถึงกับเงียบไปชั่วขณะเมื่อได้ยินชื่อนั้น นัยน์ตาสีม่วงเข้มวาวโรจน์ด้วยความไม่พอใจ เขาเกลียดอุจิวะ อิทาจิเป็นที่สุด เกลียดเข้าไส้ เข้ากระดูกดำ ไม่เข้าใจเลย ทำไมนายเหนือหัวถึงได้ถูกใจไอ้หมอนี่นัก ถึงจะรูปงามบาดใจก็เถอะ แต่หมอนั่นน่ะแตะต้องได้ที่ไหน อิทาจิน่ะก็เหมือนกับของโชว์ในงานนิทรรศการสินค้าน่ะแหละ ได้แต่มอง แต่จับต้องไม่ได้ นั่นแหละยิ่งทำให้เกลียดเข้าไปอีก

ปฏิกริยาชั่วครู่ของชิริวหาได้เล็ดลอดสายตาเฉียบคมของนารุโตะไม่

"นายกลัวอุจิวะ อิทาจิ ขนาดนั้นเลยเหรอ ชั้นก็ไม่แปลกใจหรอกถ้านายจะสู้เขาไม่ได้น่ะ ก็นายน่ะมันห่วยซะจนต้องมาใช้กับดักนี่กับชั้นไง พนันกันได้เลย ถ้าเจอกันตัวต่อตัวน่ะ นายสู้ชั้นไม่ได้แหงมๆ" เด็กหนุ่มวางท่าเยาะเย้ย พลางเชิดคางขึ้นท้าทายราวกับจะยั่วให้ฝ่ายตรงข้ามโมโหขึ้นไปอีก "นายมันห่วยจริงๆเลยว่ะ"  

ผึง! ชิริวฉุนขาด เขาคว้ามีดสั้นออกมาหมายเสียบอกเจ้าเด็กสามหาวให้ทะลุก่อนที่คิซาเมะจะทันห้าม แต่...

เฟี้ยว!

มีดสั้นอีกเล่มพุ่งผ่านไหล่ขวาของชิริวไป คมมีดวิ่งเฉือนกรีดแก้มของชายหนุ่มจนเลือดอาบ ก่อนจะพุ่งไปตัดตาข่ายขาดสะบั้นหลุดจากต้นไม้ พลันเด็กหนุ่มผมทองก็ร่วงลงสู่พื้น เห็นแต่เงาลางๆสีดำเข้ามาขวางระหว่างเขากับพวกแสงอุษาสองคนไว้  "หวา~" ตุบ!

คิซาเมะรีบคว้าดาบหนังฉลามคู่ใจเหวี่ยงเข้าโจมตีผู้มาช่วยจิ้งจอกเก้าหาง เหยื่อของพวกเขา แต่ผู้ช่วยเหลือก็สามารถหลบหลีกดาบนั้นได้ในท่วงท่าที่ดูลื่นไหลราวกับสายนํ้า เบื้องหลังหน้ากากที่ปกปิดใบหน้านั่น สิ่งที่คิซาเมะเห็นคือนัยน์ตาสีแดงราวกับเลือดของเนตรวงเหวน ตอนนี้มนุษย์ฉลามรู้แล้วว่าเขากำลังต่อกรอยู่กับใคร

"ซาสึเกะ?" นารุโตะเอ่ย

"ฮึ เจ้าเบ๊อะเซอะ เอาแต่ทำเรื่องยุ่ง" เด็กหนุ่มตระกูลอุจิวะกล่าวเรียบๆแต่แอบแฝงไปด้วยความรำคาญเล็กๆ พลางชักดาบยาวออกจากฝักเพื่อกันกองทัพเข็มบินที่พุ่งมาทางพวกเขา

นารุโตะลุกขึ้นยืน ตั้งท่าเตรียมสู้ทันควัน "เชอะ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะกับดักงี่เง่านั่น ชั้นจัดการเก็บกวาดเรียบร้อยไปแล้ว โดยเฉพาะไอ้ห่วยนั่น"

คำพูดของนารุโตะยิ่งทำให้ชิริวโกรธหนักเข้าไปอีก "ระวังปากหน่อย เจ้าหนู!" เขาหายตัวไปอย่างรวดเร็วและไปโผล่ข้างหลังนินจาโคโนะฮะทั้งสอง ขณะที่คิซาเมะก็จู่โจมเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง นารุโตะกับซาสึเกะหลบได้หวุดหวิด พวกเขารีบหันกลับไปรับเข็มบินเป็นร้อยที่สาดใส่เข้ามา  

//ชิ! หลบไม่ทันแล้ว!//

เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!

เข็มบางส่วนเด็กหนุ่มทั้งสองสามารถใช้ดาบสกัดเอาไว้ได้ แต่ก็ยังมีบางส่วนที่ลอดการ์ดเข้ามาได้ ปลายแหลมของเข็มเหล่านั้นฝังเข้าไปในผิวเนื้อของเด็กทั้งสอง หากแต่...มันไม่ได้มีพลังทำลายสูงแต่อย่างใด...พวกเขายังคงสู้ต่อได้...

"ย้ากกกกกกกกกก!" นารุโตะพุ่งเข้าหาชิริวกะอัดด้วยกระสุนวงจักรอย่างแรง แต่ทันใดนั้นเอง...!  

"อะ อะไรกัน!?" อยู่ๆร่างกายของเขาก็หยุดกึกราวกับเป็นอัมพาต  ชิริวยิ้มอย่างได้ชัย

"นายคิดว่าชั้นใช้อาวุธพลังโจมตีตํ่าๆอย่างนั้นโจมตีเฉยๆเหรอ นั่นมันโง่มากเลยนะ" ชายหนุ่มผมสีนํ้าตาลอ่อนก้มลงหยิบดาบที่นารุโตะทำตกขึ้นมาจากพื้น "เอาล่ะ ได้เวลานายชดใช้แล้ว เชิญเสียใจกับความโง่เง่าปากเสียของตัวเองต่อในนรกเถอะนะ"

"เดี๋ยวก่อน ชิริว เรายังฆ่าเด็กนี่ไม่ได้นะ" คิซาเมะขัด แต่...ช้าไป...

"นารุโตะ!!!"

ฉัวะ!!!!

แปะ...แปะ...เลือดสีแดงสดไหลรินออกจากปากแผล "ซาสึเกะ! นาย...ทำไม..." นารุโตะมองซาสึเกะตาค้าง เลือดของซาสึเกะไหลเยอะมากจนน่ากลัว แต่ก่อนที่เด็กหนุ่มผมทองจะได้ทันพูดอะไร ซาสึเกะก็รีบขัดขึ้นก่อน "หุบปากเถอะน่า! หนีไปซะ! เร็วเข้า!"

"แล้วนาย..." นารุโตะกลืนนํ้าลายเอื๊อกเมื่อเนตรวงแหวนของซาสึเกะจับจ้องมาที่ตน สายตานั้นส่อแววอันตรายราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ "ฟังนะ นารุโตะ  พวกมันต้องการจิ้งจอกเก้าหาง เราปล่อยให้มันเอาไปไม่ได้ นายเข้าใจมั้ย ไปซะ!"

นารุโตะยังลังเล เขาหันไปเห็นพวกแสงอุษาสองคนเดินย่างสามขุมใกล้เข้ามาทุกทีๆ เขาขบริมฝีปากแน่นเมื่อเห็นสายตาอันแน่วแน่ของเพื่อนก่อนจะหันหลังเริ่มออกวิ่ง "ชั้นจะกลับมาช่วยนายแน่ ซาสึเกะ ชั้นสัญญา"

วิ่ง...วิ่ง...วิ่ง...เขาพยายามวิ่ง แม้ว่ากล้ามเนื้อจะชาไปหมดก็ตาม

"แกจะไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น!" คิซาเมะคำรามก้อง วิ่งไล่ตามเด็กหนุ่มไป แต่ซาสึเกะเข้ามาขวางทางไว้

"คู่ต่อสู้ของนายคือชั้น" เด็กหนุ่มกล่าว พลางถอดหน้ากากออก เผยให้เห็นใบหน้าคมและนัยน์ตาสีแดงสด เนตรวงแหวน

"แก...!" ชิริวจ้องมองใบหน้านั่นด้วยความตกใจ มันช่างเหมือน...

คิซาเมะกลั้นหัวเราะ มนุษย์ปีศาจรู้อยู่แล้วว่าปฏิกริยาของชิริวจะเป็นอย่างไรถ้าเขาเห็นหน้าของเด็กนั่น แต่ได้เห็นกันจะๆแบบนี้จะให้เรียกว่าคุ้มมันก็เกินคุ้ม ถึงจะสังกัดพรรคแสงอุษาเหมือนกันแต่ก็ใช่ว่าเขาจะชอบชิริวมากนัก คนในองค์กรน่ะใช่ว่าจะกินเส้นกันทุกคน แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาสำหรับเรื่องนั้น เขามีเรื่องที่ต้องจัดการให้ได้เสียก่อน การสู้กับเนตรวงแหวนน่ะมันไม่ได้ง่ายเอาซะเลย แต่...หึ คิซาเมะหัวเราะ เด็กนั่นโดนยาพิษของชิริวเข้าไปแล้ว แถมเจ้าเด็กจิ้งจอกเก้าหางก็พูดเองว่าจะกลับมาอีก...

...แค่นี้ก็รู้แล้วว่าคนที่หัวเราะทีหลังจะเป็นใคร

............................................................................

ซาสึเกะลืมตาขึ้นเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิด แสงสว่างจ้าจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาเป็นเส้นตรงตัดผ่านความมืดมิดก่อนที่ประตูจะปิดลงอีกครั้งและนำเขากลับสู่โลกสีดำของความมืด มีเพียงเสียงเสื้อผ้าสะบัดพรึ่บพรั่บเบาๆ ใครบางคนเข้ามาในห้อง...ฝีเท้าเบามาก แชะ เสียงกดสวิตช์ และวินาทีนั้นเองแสงไฟที่สว่างจนตาแทบพร่าก็สาดลงมาจากโคมขนาดยักษ์บนเพดาน

เด็กหนุ่มถึงกับตัวแข็งทื่อราวกับต้องมนต์ เขาจ้องมองชายเบื้องหน้าอย่างไม่ละสายตา ในดวงตาสีดำคู่สวยสิ่งที่สะท้อนชัดเจนนั้นคือความแค้นที่ลึกลํ้าเกินกว่าคำบรรยาย แต่ถึงกระนั้นเขาก็มิได้พยายามดิ้นรนกระชากโซ่ให้ดูน่าสมเพชอีกต่อไป เขารู้แล้วว่ามันไร้ประโยชน์สิ้นดี เขาแค้น แค้นชายคนนี้มากเหลือเกิน พี่ชายเพียงคนเดียวของเขา แค้นจนอยากจะฆ่าทุกวินาที ทุกลมหายใจมีแต่เรื่องของพี่ อักขระที่คอนั้นคือสัญลักษณ์ของความแค้น แต่เขาสัญญา...สัญญากับนารุโตะไว้ตั้งแต่ตอนนั้น ว่าเขาจะไม่ยอมให้มันครอบงำอีก

...ตอนนี้สิ่งที่เขาทำคงทำได้ก็คงแค่การวางตัวอย่างสงบเฉย ไร้ความรู้สึก เพื่อลดความน่าสมเพชของตัวเองลง...ทั้งที่คนที่อยากจะฆ่า คนที่เกลียดที่สุดอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ เกลียด...ไม่อยากแม้แต่จะเห็นใบหน้านั่น

อิทาจิกวาดสายตาดูร่างเบื้องหน้าอย่างช้าๆ ละเอียดลออ สายตาสีแดงฉานดุจแลือดนั้นราวกับจะบาดลึกเข้าไปใต้ผิวหนัง...4 ปีมานี่ เวลาช่างจัดสรรปันแต่งให้น้องชายหัวดื้อของเขาเติบโตขึ้นมางดงามอย่างไร้ที่ติ แต่ยิ่งซาสึเกะโต ความเหมือนกันระหว่างพี่น้องก็ยิ่งชัดเจนขึ้น เรือนผมสีดำสนิทที่ถูกเลี้ยงจนยาวถึงกลางหลังนั่นถูกมัดไว้เป็นหางม้าอย่างหลวมๆ...

...เหมือนกันจนน่ากลัว...

ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง เขาพยายามขยับหนีด้วยอารามตกใจ เมื่อมือเรียวงามของพี่ชายแท้ๆเข้าโลมไล้ที่บริเวณต้นขา แต่อิทาจิไม่ใส่ใจ เขาเอายาเม็ดกลมสีฟ้าใสใส่ปาก ก่อนที่จะใช้มืออีกข้างเชยคางของเด็กหนุ่มขึ้น  

"จะ จะทำอะไรน่ะ" นั่นเป็นประโยคสุดท้ายที่หลุดออกจากปากซาสึเกะก่อนเขาจะโดนปิดปาก ริมฝีปากร้อนผ่าวแนบเข้ากับของเด็กหนุ่ม ลิ้นอุ่นรุกลํ้าเข้ามาในช่องปาก ควานหาความหอมหวานที่เต็มไปด้วยบาป ก่อนจะขืนบังคับให้เขากลืนเม็ดยาสีฟ้านั่นลงไป...
[b]
Chapter 2: Broken Pride
[/b]
ซาสึเกะรู้สึกคอแห้งขึ้นมาทันที แม้ว่าลิ้นเปียกของพี่ชายที่รุกรํ้าเข้ามาจะควานไซร้ไปทั่วปาก แต่คอก็ยังรู้สึกแสบร้อนไม่หาย

พี่ชาย...พี่แท้ๆของเขา...

น่าสะอิดสะเอียนจนทนไม่ได้...แม้ว่าเขาจะเกลียดการถูกล่ามไว้เยี่ยงสุนัขตํ่าต้อยเพียงใด แม้ว่าเขาจะเกลียดการพ่ายแพ้มากแค่ไหน...แต่ความรู้สึกอัปยศอดสูเหล่านั้นกลับเทียบไม่ได้กับแม้แค่จุมพิตเดียว ตราประทับต้องห้ามแห่งบาปจากพี่ชายแท้ๆที่ดึงเอาลมหายใจ...และแม้กระทั่งเศษเสี้ยวของวิญญาณไปจากเขาอย่างช้าๆ...แม้ว่าจะเกลียดสักเพียงไร...แต่สัมผัสนั้นกลับดึงดูดให้หลงใหลเคลิบเคลิ้ม   

แต่ยิ่งจุมพิตนั้นหวานชื่นมากเท่าใด กลับทำให้ความกลัวของเด็กหนุ่มทวีขึ้น มันน่ากลัวเสียยิ่งกว่าความตายที่เคยเกือบจะได้สัมผัส ความกลัวทำให้เด็กหนุ่มมิอาจนิ่งเฉยอีกต่อไปได้ เขาเริ่มพยายามผลักไส ดิ้นรนให้พ้นจากรสจูบนั้น ราวกับจะเป็นการเตือน สัมผัสนิ่มนวลของนิ้วเรียวบนคางของเขาก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว ปลายเล็บคมสีดำสนิทจิกลงไปบนผิวเนื้อนิ่มราวกับจะขยุ้มเหยื่อ พลางเจ้าของเล็บคมก็ลงมือกัดริมฝีปากล่างของน้องชายจนปริแตก โลหิตไหลซึมออกจากปากแผลเล็กๆนั่นราวกับสายธารสีครั่ง และราวกับกระหายจัด อิทาจิก็ลากลิ้นมาเลียโลหิตนั้นจากปากแผลที่เขาสร้าง

สายตาสองคู่ประสานกัน หนึ่งแดงชาดราวกับทับทิม อีกหนึ่งดำนิลราวกับท้องฟ้ารัตติกาลที่ไร้แสงดาว ในนัยน์ตาสีนิลคู่นั้น สิ่งที่อิทาจิเห็นสะท้อนมาคือความโกรธแค้นที่สุดหยั่ง แต่เขากลับจ้องมองสายตานั่นกลับไปด้วยความเยือกเย็นจนน่าขนลุก

"สารเลว!" ซาสึเกะถ่มนํ้าลายใส่ ริมฝีปากที่ถูกขบกัดจนปริแตกสั่นเล็กน้อย รู้สึกรังเกียจจนอยากจะอาเจียน ถ้าไม่มีโซ่พวกนี้ละก็ ไม่ว่ากี่ครั้งที่ต้องเอามือปาดเช็ด เช็ดให้เจ็บจนเลือดซิบเขาก็จะทำ เพียงเพื่อล้างเอารสจูบที่ทั้งหวานและขมนั่นออกไป "นายเอาอะไรให้ชั้นกิน!?"   

"...ยาถอนพิษ" อิทาจิตอบเสียงเรียบ ใบหน้างามนั่นดูไร้ความรู้สึกใดๆ หากแต่สิ่งที่ซาสึเกะเห็นเต้นระริกอยู่เบื้องหลังนัยน์ตาสีโลหิตให้ดูสว่างขึ้นราวกับไฟนั่น มันคือ อารมณ์ขัน "พิษที่ชิริวใช้น่ะไม่ใช่แค่หยุดการไหลเวียนของจักระ แต่มันยังทำลายระบบประสาทด้วย"   

ซาสึเกะนิ่วหน้า //หมอนั่นคงเคยเป็นนินจาแพทย์มาก่อนสินะ...ถึงได้รู้วิธีผสมยาพิษเฉพาะแบบนี้...เดี๋ยวก่อน! ยาพิษเฉพาะ...ถ้างั้น...// เฉพาะพรรคแสงอุษาเท่านั้นที่มียาถอนพิษ //งั้นนารุโตะ...// เด็กหนุ่มเริ่มรู้สึกกังวล...แต่ไม่นานเขาก็ส่ายหัวไล่ความคิดนั้นออกไป ซึนาเดะคงสามารถรักษาได้ เธอไม่ได้เป็นหนึ่งในสามนินจาในตำนานและนินจาแพทย์ที่มีชื่อเสียงเปล่าๆแน่ เธอต้องหาวิธีปรุงยาถอนพิษได้แน่ //เดี๋ยวก่อน! ยาถอนพิษเหรอ!?//   

"ทำไมนายถึงช่วยชั้-" คำถามขาดช่วง จู่ๆก็รู้สึกว่าในหัวมันเบาหวิว

"หึ ยาที่ให้นั่นมีผลข้างเคียงนิดหน่อยนะ" อิทาจิยิ้มเยาะเมื่อเห็นผิวขาวๆของซาสึเกะเริ่มมีสีชมพูระเรื่อ และลมหายใจของเด็กหนุ่มเริ่มถี่หอบ มือของเขาเอื้อมไปดึงโซ่ที่ต่อกับปลอกคอของน้องชายมาถือเล่น เสียงหายใจที่ถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆก็ราวกับจะเชิญชวนให้ลิ้มลองเสียเดี๋ยวนั้น แต่ก่อนอื่น...      

อิทาจิกระชากโซ่โลหะสีเงินนั่น ดึงเอาซาสึเกะเข้ามาใกล้ๆ มือที่ว่างก็ทำงานอย่างรวดเร็ว เอื้อมไปปลดเอาผมที่รวบไว้เป็นหางม้าของซาสึเกะหลุดออก วินาทีต่อมา เส้นผมสีรัตติกาลที่ถูกปลดปล่อยก็ทิ้งตัวลงสยายออกราวกับม่านนํ้าตก แต่งแต้มให้ใบหน้าคมนั่นดูหวานขึ้นถนัดตา "อืม ค่อยดีขึ้นหน่อย" แบบนี้จะได้ไม่เหมือนกับการร่วมรักกับตัวเอง พลันมือของอาชญากรหนุ่มก็เข้าลูบไล้เรือนผมที่ดูไม่ต่างไปจากของเขา ปล่อยให้เส้นผมนั้นไหลเลื่อนผ่านระหว่างนิ้วของเขาราวกับสายนํ้า

ซาสึเกะสะดุ้ง รีบปลีกตัวหนีออกมาจากสัมผัสนุ่มนวลนั่น นัยน์ตาสีดำนิลแข็งกร้าว "สารเลว! อย่ามาแตะต้องชั้น!"

"ชั้นไม่คิดว่านายต้องการแบบนั้นจริงๆหรอกนะ น้องชาย" อิทาจิว่า กระชากโซ่ดึงเอาซาสึเกะเข้ามาอีกรอบแล้วประทับริมฝีปากลงบนไหล่แผ่วเบาคล้ายกับจะเย้าแหย่ ชุดของนินจาล่าสังหารนั้นมิได้ปิดบังเนื้อหนังมังสามิดชิดเท่าไรนัก "อะ..." ซาสึเกะเริ่มหอบหนักขึ้น ผิวหนังราวกับจะมอดไหม้แม้เพียงสัมผัสแผ่วเบาที่ได้รับ โลหิตที่ไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดก็ราวกับจะพุ่งแรงขึ้นๆจนน่ากลัวว่าเส้นแลือดจะปริแตก ร่างกายร้อนไปหมดจนเหงื่อเริ่มแตกพลั่กๆ

ภาพที่มองเห็นก็เริ่มจะดูพร่ามัว สิ่งที่เห็นคือรอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของพี่ชาย ก่อนที่อิทาจิจะเปลี่ยนไปขบกัดผิวเนื้อที่ไหล่อย่างแรงจนปรากฏรอยชํ้า และแผลที่เลือดหยุดไหลแล้วก็เปิดออกอีกครั้ง แต่งแต้มให้ผิวสีขาวนั่นเปื้อนเปรอะไปด้วยสีแดง   

หากแต่ความเจ็บปวดที่ได้รับกับมิอาจเทียบได้กับสิ่งที่ร่างกายตอบสนอง มันไม่เชื่อฟังที่เขาสั่งเลยแม้แต่น้อย แต่กลับตอบรับทุกสัมผัสที่พี่ให้ด้วยความโหยหาต้องการมากขึ้นไปอีก ซาสึเกะขบริมฝีปากที่ปริแตกอยู่แล้วของตัวเองจนเลือดกลบ ไม่ แม้ว่าร่างกายจะต้องการสักเพียงใด เขาจะไม่ร้องขออิทาจิ ไม่เด็ดขาด   

อุจิวะผู้พี่เลื่อนริมฝีปากมาที่ซอกคอของเด็กหนุ่ม ลิ้นอุ่นไล้วนไปมาก่อนจะดุนดันที่บริเวณนั้นแล้วขบกัดอย่างแรง ทิ้งรอยไว้ ลำคอของซาสึเกะสั่นเครือด้วยความต้องการที่จะปลดปล่อยเสียงครางแห่งความภิรมย์ที่ถูกสกัดกั้น "ดื้อจริงนะ" อิทาจิว่าพลาง ผลักซาสึเกะอย่างแรงแล้วกดให้ลงไปนอนกับฟูกนุ่ม ตอนนั้นเอง ที่ซาสึเกะเพิ่งจะสังเกตว่าโซ่ที่พันธนาการเขาไว้นั้นล่ามต่อไว้กับเตียง เด็กหนุ่มหรี่ตาลงมองชายที่อยู่เบื้องหน้าด้วยความชิงชัง เมื่อเห็นอิทาจิคว้าเอามีดสั้นออกมา

"ชั้นเกลียดนาย" ทุกคำที่พูดสะท้อนถึงความรู้สึกเจ็บแค้น ทุกคำ...ไม่มีคำไหนที่จะไม่เจ็บ แต่...ทั้งๆที่แค้นขนาดนี้ คำเหล่านั้นกลับฟังดูไร้สิ้นซึ่งความหนักแน่น เสียงก็ฟังดูแหบพร่าจนตัวเองแทบจำไม่ได้

"นั่น เพราะว่าชั้นบอกให้นายเกลียด" เสียงนุ่มลึกของอิทาจิตอบกลับมา อุจิวะผู้พี่ลากมีดสั้นกรีดไปตามเสื้อผ้าของซาสึเกะ มีดคมตัดเอาเนื้อผ้าขาดออกจากกัน โดยไม่ใส่ใจว่าจะกรีดลึกเข้าไปโดนเนื้อของเด็กหนุ่มจนเลือดอาบไปทั่วร่าง รอยมีดกรีดเห็นเป็นทางยาวน่าเกลียดบนผิวเนื้อขาวสวย ผิวเนื้อที่บัดนี้ไร้สิ้นซึ่งเสื้อผ้าอาภรณ์...ไร้ซึ่งสิ่งปกปิด...ถูกพันธนาการไว้...ไร้ทางที่จะตอบโต้...ช่างน่าอับอาย น่าสมเพช...อุจิวะผู้น้องเริ่มออกแรงกระชากโซ่อีกครั้ง แต่ไร้ผล...กลับทำให้บาดแผลเปิดยิ่งเจ็บหนัก   

อิทาจิจ้องมองน้องชายไม่วางตา สายตาที่ราวกับสัตว์ป่าหิวโหยจับจ้องชิ้นเนื้อโอชะเบื้องหน้าอย่างหิวกระหาย ยิ่งชิ้นเนื้อนั้นเปื้อนเปรอะไปด้วยเลือด สัตว์ป่าที่ได้กลิ่นย่อมมิยอมห่างเหยื่อ เขาก้มลงเลียเลือดจากปากแผลหนึ่งอย่างเชื่องช้าเนิบนานราวกับจะรอให้โลหิตนั้นไหลรินมากขึ้น หากเปรียบซาสึเกะเป็นเหยื่อ กลิ่นหอมหวานของเนื้ออันโอชะคงมิวายล่อเอาผู้ล่าอื่นเข้ามาเป็นแน่ แล้วเช่นนี้...ก่อนหน้านี้จะมีสักกี่คนที่ได้ลิ้มรสชิ้นเนื้ออันโอชะ

"อือ..." ซาสึเกะขยับตัว เมื่อนํ้าหนักของพี่ชายโถมทับลงมา แม้ว่าอิทาจิจะหนักไม่มาก แต่สัมผัสระหว่างผิวเนื้อกับผิวเนื้อมันมากเกินกว่าที่จะรับได้ ลมหายใจกระตุกขาดเป็นห้วงๆราวกับหายใจไม่ทัน "...ชั้นเกลียดนาย" ซาสึเกะกัดฟันพูด พยายามกลั้นเสียงครางไว้มิให้เล็ดลอด เมื่อลิ้นของพี่ไล้ไปตามแนวกรามอย่างช้าๆเหมือนจะแกล้งให้ทรมานเล่น

"ชั้นบอกให้นายเกลียด น้องชาย" อิทาจิกระซิบ พลางระดมจุมพิตที่ลำคอระหงที่ดูเหมือนจะเป็นจุดที่เขาชอบเป็นพิเศษอีกครั้ง "นายน่ะ แค่ทำตามที่ชั้นสั่งเท่านั้น เพราะอย่างนี้ชั้นถึงได้รู้ไงว่านายต้องขอรับภารกิจนี้แน่ มาเจอกับชั้นไง" ชายหนุ่มกระซิบที่ข้างหู ลมหายใจอุ่นๆปะทะเข้ากับผิวเนื้อ และอีกครั้งที่ซาสึเกะต้องพยายามหยุดตัวเองมิให้ครางออกมา เมื่อมือเรียวสวยของพี่ชายไล้ไปตามต้นขา สูงขึ้นไป...สูงขึ้นไป...

ผิวกายกับผิวกายเสียดสีกันจนรู้สึกได้แม้ผ่านเสื้อผ้าหลายชั้นที่อิทาจิสวม "อ๊า!" ซาสึเกะเริ่มสบถด่าตัวเองในใจด้วยความโมโหที่ปล่อยให้เสียงครางนั้นเล็ดลอด เจ้าร่างกายกบฏไม่ยอมเชื่อฟังเลย มันกลับดันตัวขึ้นสูงเพื่อจะได้รับสัมผัสให้มากขึ้น เชิญชวนให้อีกฝ่ายรุกหนักขึ้นไปอีก   

"ชั้นเป็นเจ้าของนาย น้องชาย"

เสียงนั่น...แค่ได้ยินก็ทำให้หอบระรัว ใบหน้าแดงระเรื่อราวกับเป็นไข้สูง ทนไม่ไหวอีกต่อไป...ทั้งนิ้วและริมฝีปากของพี่ที่หยอกเย้าเล่นกับยอดอกจนเสียวซ่าน กับอีกมือที่เล่นอยู่กับจุดที่ไวต่อความรู้สึกยิ่งเร่งเร้าความต้องการให้มากขึ้น มือนั่นเร่งจังหวะเร็วขึ้นๆ รูดขึ้น รูดลง เร็วขึ้นๆ...ทั้งเสียงหอบเสียงครางกระเส่า ทรมานยิ่งกว่าบาดแผล นํ้าตาไหลอาบแก้มของเด็กหนุ่ม เมื่อกระแสตัณหาแล่นไปทั่วร่าง ถึงอยากจะให้หยุด...แต่ให้หยุดไม่ได้...ซาสึเกะได้แต่จ้องมองคนที่เคยรักที่สุดอย่างโกรธแค้น ก่อนจะปลดปล่อยออกมาเต็มมือของพี่ชาย กระนั้น...ความต้องการท่วมท้นก็ยังไม่หายไป   

รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าที่เฉยชาอยู่เป็นนิจของอิทาจิ เขาโน้มตัวลง ลากริมฝีปากผ่านริมฝีปากเลือดกลบของอีกฝ่ายอย่างแผ่วเบาเป็นเชิงหยอกเล่น ก่อนที่จะถอนออกมา ทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แกล้งทรมานให้ร่างบางข้างใต้ทนไม่ไหว อิทาจิยิ้มอย่างพึงพอใจ เมื่อซาสึเกะพยายามเงยศรีษะขึ้น ริมฝีปากงามที่เปื้อนเปรอะไปด้วยโลหิตเสาะหาริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างหิวกระหาย "นายมันตํ่าทราม!" เด็กหนุ่มสบถด่า นํ้าตานั้นยังมิหยุดไหล ก่อนที่ริมฝีปากของทั้งคู่จะประกบกันจุมพิตดูดดื่มด้วยความต้องการที่เอ่อล้น ลิ้นของทั้งสองเกี่ยวประสานกันและดุนดันกันราวกับสงครามเล็กๆที่ดุเดือด ยากจะหาผู้ยอมสิโรราบ   

"นายอยากให้ชั้นสนใจไม่ใช่รึ...พอเป็นแบบนี้แล้ว ค่อยมาบอกว่าไม่ชอบรึไง" อิทาจิกล่าว หอบเล็กน้อย เมื่อริมฝีปากของทั้งคู่ละออกจากัน โดยไม่บอกไม่กล่าว อุจิวะผู้พี่ก็ลุกขึ้นยืน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่หนักอึ้งร่วงหล่นลงสู่พื้นทีละชิ้นๆ เผยให้เห็นความงามที่ซ่อนไว้ใต้เสื้อคลุมหนาทีละน้อยๆ

"สักวัน...ชั้นต้องฆ่านายให้ได้" ซาสึเกะว่า ลมหายใจหอบถี่ แต่แม้กระนั้น เด็กหนุ่มก็มิอาจละสายตาจากร่างเปลือยเปล่าของพี่ชายที่เปิดเผยสู่สายตาได้ //บ้าจริง// เด็กหนุ่มต่อว่าตัวเองในใจ

อิทาจิกลับมาที่เตียงนาทีต่อมา เนตรวงแหวนสีโลหิตจับจ้องมาที่ร่างบางราวกับจะสะกดไว้มิให้เบือนหนี มือเรียวสวยกดทาบลงกับไหล่ทั้งสองข้างของน้องชาย บาดแผลที่ไหล่อีกหลายแห่งเริ่มเปิดอีกครั้งจากแรงกด ปล่อยให้โลหิตสดสีแดงฉานไหลริน ร่างสูงไม่สนใจ ทอดร่างลงแนบกับผิวเนื้อของเด็กหนุ่มจนกระทั่งแผ่นอกของทั้งสองชิดกัน อุณหภูมิของร่างกายสูงชึ้นจนรู้สึกได้ "อา..." จิตใจไม่ต้องการ แต่ไม่สามารถหยุดร่างกายได้อีก ซาสึเกะดันตัวสูงขึ้นหาไออุ่นจากร่างที่นอนทาบอยู่ข้างบนเป็นเชิงเร่งเร้า

"อดทนหน่อยสิ ซาสึเกะ ทำอย่างกับไม่เคยมาก่อนงั้นแหละ" อิทาจิแสร้งพูดด้วยนํ้าเสียงที่เหมือนกับพี่ชายพูดกับน้อง มือที่ว่างก็โลมไล้ผ่านหน้าท้องขาว  

ใบหน้าของซาสึเกะแดงระเรื่อด้วยเลือดฝาด ลมหายใจกระชั้น และก่อนที่เด็กหนุ่มจะยั้งตัวไว้ได้ "ก็ไม่เคยน่ะสิ" คำสารภาพก็หลุดลอยจากริมฝีปากของเขา

ความประหลาดใจผุดขึ้นให้เห็นบนใบหน้าเฉยชาของอิทาจิ แต่มันก็จางหายไปเพียงแค่ชั่วพริบตา แม้กระนั้นมันก็มิอาจเล็ดลอดสายตาของเด็กหนุ่ม ซาสึเกะรีบเบือนหน้าหนี รู้สึกอายขึ้นมาอย่างประหลาดจนไม่กล้าสบตาพี่ แต่ความจริงข้อนั้นก็ไม่อาจช่วยให้เขารอดพ้นจากสถานการณ์เช่นนี้ได้ เขารู้ดี พี่จะไม่ยอมหยุดจนกว่าจะได้ทำลายความภาคภูมิใจทั้งหมดที่เขามีจนป่นปี้

ความเจ็บปวดแล่นแปลบผ่านร่างของเด็กหนุ่ม เจ็บ...ราวกับร่างกายจะแยกออกเป็นสองซีก...เด็กหนุ่มต้องกัดลิ้นตัวเองมิให้กรีดร้องออกมา ความเจ็บปวดที่ล่วงลํ้าผ่านเข้ามาในตัวเขามันมากเกินกว่าบาดแผลใดๆที่เคยได้รับ แต่ร่างกายที่ชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อของเขากลับร้องขอ มันบอกว่าต้องการ...ต้องการอีก  

เขาเกลียดพี่ เกลียดอิทาจิ...แต่ตอนนี้...เกลียดตัวเองเสียยิ่งกว่า เกลียดที่อ่อนแอ

'นายมันอ่อนแอ'

//ชั้นมันอ่อนแออย่างที่พี่พูดน่ะแหละ// เกลียด...เกลียด...เกลียด... ไม่อยากจะร้องไห้ ไม่อยากให้พี่เห็นนํ้าตา ไม่อยากให้มีสิ่งตอกยํ้าความอ่อนแอของตัวเอง...แต่...ห้ามแล้ว...นํ้าตาก็ยังไม่หยุดไหล... เด็กหนุ่มค่อยๆหลับตาลง...สิ่งสุดท้ายที่อยากเห็นตอนนี้ไม่ใช่รอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้าของพี่...

"..."

ไร้ซึ่งคำพูดใดๆ อิทาจิก็โน้มตัวลงเลียนํ้าตาอุ่นๆของน้องชายด้วยสัมผัสแผ่วเบานุ่มนวลจนตัวเองยังสะดุ้ง แม้กระนั้น อาชญากรหนุ่มเองก็มิได้หยุด ยังคงทรมานเหยื่อของเขาต่อไป ทุกๆจังหวะที่สอดใส่รุนแรงเหมือนกับจงใจทำลายความภาคภูมิใจของเด็กหนุ่มให้หมดไป...แรงขึ้นๆ...จนกระทั่ง...ในที่สุด ทั้งสองก็ปลดปล่อยออกมา พร้อมๆกับเสียงครางครวญที่กลั้นไว้ไม่อยู่...ทุกอย่างจบลงพร้อมๆกับความภาคภูมิใจของเด็กหนุ่มที่แตกสลายไม่เหลือชิ้นดี

"นายเป็นของชั้น"

...........................................................................................................................................

"อ๊ากกกกกกกกก!"
  
เสียงร้องโหยหวนก้องระงมไปทั่วระเบียงทางเดินคฤหาสน์ หญิงสาวผมสีนํ้าตาลอ่อนนิ่วหน้า หันไปหามนุษย์ฉลาม เพื่อนร่วมสังกัด นัยน์ตาสีม่วงเข้มของเธอฉายแววกังวล "เขาจะเป็นไรมากมั๊ย"

"เธอก็รู้ว่าวิชาอ่านจันทรามีผลยังไงนี่ ชิคิ" คิซาเมะตอบ มองตรงไปข้างหน้าแบบไม่สู้ใส่ใจนัก นี่ถ้าไม่ได้เกรงใจว่าชิคิเป็นน้องสาวฝาแฝดของชิริวนะ คิซาเมะคงหัวเราะจนฟันหักไปแล้วด้วยความสมนํ้าหน้าชิริว...72 ชั่วโมงของการถูกแทงด้วยดาบ...//หึหึหึ คิดๆไป เจ้าหมอนั่นอาจชอบก็ได้...// คิซาเมะคิด //ก็...เด็กนั่นออกจะเหมือนคุณอิทาจิยังกะฝาแฝด...ได้อยู่แบบนั้น 72 ชั่วโมงเต็ม...ทั้งวันทั้งคืน...หึหึหึ// คิซาเมะรู้มาตั้งนานแล้วว่าชิริวได้หมายตาคู่หูรูปงามของเขาไว้ แต่สำหรับ ชิริว อิทาจิน่ะเป็นยิ่งกว่าคำว่าแตะต้องไม่ได้ ชิริวเป็นคนเย่อหยิ่งทรนงในตัวเองสูง การจะยอมรับถึงความเหนือกว่าของคนอื่นน่ะยากยิ่งกว่าอะไร

นั่นแหละ สิ่งที่ทำให้เพลิงราคะแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงแห่งความเกลียดชัง...ความรักมีหลายรูปแบบ ทุกสิ่งทุกอย่างมิอาจเห็นได้ด้วยด้านเดียวเสมอ...เพราะรักถึงแค้น เพราะแค้นถึงรัก...ยิ่งรักมาก ก็ยิ่งเกลียดมาก...เป็นของคู่กันเสมอ

คิซาเมะยิ้มเยาะ //นั่นแหละ บทเรียนของนาย ชิริว//

"เดี๋ยวชั้นจะไปดูเด็กนั่นหน่อย" คิซาเมะหันไปบอกชิคิ ก่อนจะหยิบเอาซาเมะฮาดะที่วางไว้แล้วเดินจากไป

ชิคิมองจนกระทั่งหลังของคิซาเมะหายลับไปกับความมืดของระเบียง ความกังวลมิได้คลายจากใบหน้าของเธอแม้แต่น้อย ถึงจะเป็นฝาแฝดกัน แต่ทั้งสองกลับนิสัยต่างกันคนละขั้ว ตรงข้ามกับชิริว ชิคิเป็นคนสุขุมเยือกเย็นกว่ามาก แต่ในตอนนี้เธอกลับรู้สึกอยากจะย้อมมือของเธอด้วยเลือด นี่ถ้าไอ้เด็กนั่นไม่ใช่น้องชายของอุจิวะ อิทาจิละก็...เธอคงฆ่าทิ้งไปแล้ว นัยน์ตาสีม่วงเข้มหรี่เล็กลง...คงต้องหาอะไรฆ่า ฆ่าเวลาเล่นไปก่อน

อีกไม่นานเจ้าเด็กจิ้งจอกเก้าหางที่ว่านั่นก็จะกลับมาแล้ว...และเธอแน่ใจได้ว่าเด็กนั่นจะไม่ได้มาคนเดียว  ถึงจะถูกห้ามไม่ให้ฆ่าเด็กนั่น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะฆ่าคนอื่นไม่ได้นี่ เธอเลียริมฝีปากช้าๆ

//อีกไม่นานหรอก...//
[b]
Chapter 3: Animated Doll
[/b]
เข็มพิษถูกดึงออกทีละเล่มทีละเล่ม ความเจ็บปวดทำให้เด็กหนุ่มผมทองถึงกับสะดุ้ง ซึนาเดะถอนหายใจยาวก่อน ก่อนจะหยิบเข็มเล่มหนึ่งขึ้นมาตรวจดูอย่างละเอียดลออ //นี่มัน...// เธอนิ่วหน้า หันกลับไปมองเด็กหนุ่ม “เธอคงต้องทนเจ็บสักหน่อยนะ” เธอกล่าว ก่อนจะหยิบมีดผ่าตัดเล่มคมขึ้นมาจากถาดเครื่องมือ แล้ววางปลายแหลมของมีดลงบนแขนท่อนบนของนารุโตะอย่างเบามือราวกับจะขออนุญาตเด็กหนุ่มก่อนจะลงมือกรีด

“ลงมือซะทีสิ” นารุโตะว่า “ผมไม่ใช่เด็กอมมือที่จะร้องไห้โวยวายกับแผลเล็กๆหรอกนะ”

รุ่นที่ห้ายิ้ม “อย่าถอนคำพูดทีหลังล่ะ นารุโตะ” ใบมีดคมค่อยๆกรีดลึกลงไปในผิวนวลเหมือนจะยิ่งทำให้เจ็บ เด็กหนุ่มจิ้งจอกเก้าหางกัดฟันแน่น เมื่อโลหิตของเขาค่อยๆไหลรินออกมาจากปากแผลพร้อมๆกับพิษร้ายบางส่วนที่ไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด เมื่อเธอมั่นใจว่าได้ขับพิษออกมส่วนหนึ่งแล้ว ซึนาเดะก็ปิดปากแผลนั้นด้วยจักระของเธอ

“กินยานี่ซะ” เธอกล่าว พลางส่งยาเม็ดสีแดงกับแก้วน้าให้นารุโตะ “ชั้นคงพูดว่าเธอหายสนิทแล้วไม่ได้หรอกนะ นารุโตะ ยาพิษนั่นมันคงยังมีผลหลงเหลืออยู่ เธอควรจะนอนพักผ่อนซะ” ว่าเสร็จเธอก็หันหลังกลับเตรียมจะออกจากห้องไป

“ที่เก็บดาวกระจายของผมอยู่ที่ไหนล่ะ”

“นารุโตะ เธอไม่ได้ยินที่ขั้นพูดรึไง เธอควรจะพักผ่อนนะ” ซึนาเดะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่ม ใบหน้าอ่อนเยาว์ของเธอมีร่องรอยลึกของกังวล คิ้วของเธอขมวดเป็นปม

“ผมรู้หรอก แต่ผมจะอยู่เฉยๆแล้วทิ้งซาสึเกะไว้ที่นั่นไม่ได้!”

“ไม่ได้ เธอต้องอยู่ที่นี่” ซึนาเดะโต้อย่างหนักแน่น แล้วก้าวมายืนขวางประตูไว้ “นี่เป็นคำสั่ง”

”เป็นบ้าไปแล้วรึไง ยายแก่! ซาสึเกะอาจตายได้นะ!” นารุโตะว่าเสียงดัง ความโกรธเคืองเห็นได้เด่นชัดในนัยน์ตาสีฟ้าใสคู่นั้น “หลีกไป!”

ซึนาเดะสูดหายใจลึก พยายามควบคุมอารมณ์ของเธอไม่ให้พุ่งตามเด็กหนุ่ม ก่อนจะทำสิ่งที่เธอเคยทำตอนที่เธอได้เจอกับนารุโตะครั้งแรกเมื่อสี่ปีก่อน...

ผัวะ!

ดีดมะกอกแค่เพียงครั้งเดียว นารุโตะก็ลอยละลิ่วไปนอนหงายเก๋งอยู่บนเตียง มือเรียวก็กุมที่ที่ถูกดีดไว้ “ทำอะ-”

“ฟังนะ นารุโตะ” ซึนาเดะกล่าว น้ำเสียงซีเรียส “พวกมันยังไม่ฆ่าซาสึเกะหรอก มันจะใช้เขาเป็นเหยื่อล่อ ถ้าเธอไปก็เท่ากับวิ่งตรงเข้าไปหากับดัก พวกมันเตรียมพร้อมไว้แล้ว มันรู้ว่าเธอต้องกลับไปแน่ เข้าใจที่พูดรึเปล่า”

“แต่...” นารุโตะจะท้วง แต่ซึนาเดะขัดขึ้นก่อนอย่างรู้ทัน

”ไม่มีคำว่า ‘แต่’ ที่นี่ นารุโตะ เราต้องรอจังหวะเหมาะๆก่อนจะลงมือ ชั้นจะไปคุยกับพวกหน่อยสอดแนม ตอนนี้เธอพักผ่อนรอไปก่อน” เธอกล่าว ก่อนจะหันหลังให้เขาอีกครั้ง

“…” นารุโตะมองรุ่นที่ห้าเดินไปหาประตูด้วยความเงียบที่ไม่เหมาะกับบุคลิกร่าเริงของเขาเลยแม้แต่น้อย เขากำมือแน่นจนข้อนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาวซีด

“อ้อ แล้วไม่ต้องคิดจะหนีออกไปช่วยซาสึเกะคนเดียวหรอกนะ เพราะว่า...” ซึนาเดะหันมาเหล่เด็กหนุ่ม ขณะที่มือของเธอก็เข้าจับที่ลูกบิด “ชั้นจะรู้” ก่อนจะออกจากห้องไป

”บ้าชิบ!” นารุโตะสบถ กระแทกหมัดใส่โต๊ะไม้อย่างหัวเสีย ที่นอกหน้าต่างนั่น เขามองออกไปเห็นหน่วยลับ 2 คนยืนเฝ้าประตูหน้าไว้อยู่ และเขารู้ดีว่ามันไม่ได้มีแค่ 2 คนที่เห็นแน่ๆ เขากำลังถูกจับตามอง

....................................................................................................................................................

คิซาเมะแสยะยิ้มอย่างมีนัย เมื่อเขาเปิดประตูออกและได้รับการทักทายเป็นภาพของเด็กหนุ่มผมดำที่กำลังหลับใหล โคมคริสตัลหรูภายในห้องเปิดอยู่ สาดแสงลงมาเผยให้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างในห้องได้อย่างชัดเจน...ผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาด บัดนี้ กลับเปื้อนเปรอะไปด้วยโลหิต และ...จากกลิ่นของมัน ลอยฟุ้งปนเปกับกลิ่นเลือดจางๆภายในห้อง...คิซาเมะก็แน่ใจว่ามันคืออะไร

“เล่นสนุกเสร็จเรียบร้อยแล้วเหรอครับ คุณอิทาจิ” มนุษย์ปีศาจกล่าวทักพร้อมกับยิ้มอย่างรู้ทันให้กับคู่หูคนงามที่นอนคว่ำอยู่ข้างๆเชลยที่พวกเขาจับได้ นิ้วเรียวก็เริงเล่นกับเรือนผมสลวยสีดำของน้องชายอย่างเกียจคร้าน

“…มีธุระอะไร คิซาเมะ” อิทาจิเงยหน้าขึ้น นัยน์ตาสีแดงของเนตรวงแหวนหรี่ลงเพ่งเล็งชายร่างใหญ่เพื่อนร่วมงาน

“อย่าทำใจแคบสิครับ ผมแค่จะมาตรวจดูว่าเด็กนั่นเป็นยังไงบ้าง ก็แค่นั้น แต่...” คิซาเมะหัวเราะในลำคอ สายตาก็ไล้โลมร่างเปลือยเปล่าของคู่หูตั้งแต่หัวจรดเท้า “คิดว่าคงไม่จำเป็นแล้วมั้ง เพราะคุณจัดการดูแลด้วยตัวเองแล้วนี่”

อาชญากรหนุ่มตระกูลอุจิวะจ้องมนุษย์ฉลามเขม็ง เขารู้หรอกว่าคิซาเมะพยายามจะสื่ออะไร “คนที่แตะต้องน้องชายชั้นได้มีแค่ชั้นคนเดียวเท่านั้น” เขากล่าวเสียงต่ำและอันตราย

“คำเตือนนั่น คุณน่าจะใช้กับชิริวมากกว่านะ คิดว่าหมอนั่นคงต้องการใช้มันมากกว่า” คิซาเมะว่า หัวเราะหึหึ

“…”

”อ้อ เกือบลืมแน่ะ คุณอิทาจิ ผมคิดว่ามีอีกเรื่องที่คุณควรจะรู้ไว้นะครับ พรุ่งนี้เย็น นายเหนือหัวจะจัดงานสังสรรค์ใหญ่ แล้วเขาก็ต้องการให้พวกเราทุกคนเข้าร่วมด้วยครับ คุณพอจะรู้รึเปล่าว่ามันเพราะอะไร”

“…ออกไปซะ คิซาเมะ” เสียงเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความรำคาญเล็กๆกล่าว ได้ยินดังนั้นคิซาเมะก็ไม่พูดพล่ามทำเพลงอีกต่อไป เขารีบทำตามแต่โดยดี

อิทาจินิ่วหน้า เขาไม่เคยชอบพวกงานสังสรรค์อะไรเทือกนี้อยู่แล้ว หรือจะพูดให้ถูก เขาเกลียดงานสังสรรค์ แต่เขารู้ดีว่านายเหนือหัวของพวกเขาคิดอะไรอยู่ หลายปีมานี่ พรรคแสงอุษาไม่ได้เป็นแค่องค์กรเล็กๆที่คอยแต่ตามล่าสะสมสัตว์ปีศาจและคัมภีร์แล้ว จุดประสงค์ขององค์กรเปลี่ยนไป เมื่อนายเหนือหัวของพวกเขาเลือกที่จะขยายอิทธิพลสู่ตลาดมืดและการเมือง นั่น หมายถึงการติดต่ออย่างลับๆกับผู้คนมากมาย ตั้งแต่นักธุรกิจไปจนถึงไดเมียว และผลที่ได้ก็เป็นไปตามที่คาด...ทั้งผลกำไรและอิทธิพลมหาศาล

ถ้าจะให้พูดกันตรงๆ อิทาจิไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาแค่ทำภารกิจอย่างที่ได้รับ ฆ่าทุกคนที่ขวางทาง อย่างที่เคยทำก่อนหน้า แต่การติดต่อสังสรรค์กับพวกที่ไม่ใช่นินจาและต้องเสแสร้งทำตัวอย่างนักธุรกิจที่หวังผลประโยชน์ทำให้เขาไม่พอใจจนทำให้เกิดความคิดที่อยากจะออกจากองค์กรในบางครั้ง…

แคร้ง
         
เสียงโลหะกระทบกันกังวานเล็กๆ เมื่อร่างบางข้างๆเขาขยับ พยายามพลิกตัวทั้งๆที่ยังหลับอยู่ โซ่ที่พันธนาการเด็กหนุ่มไว้นั้นไม่ได้ทำให้การพักผ่อนสั้นๆสุขสบายเลยแม้แต่น้อย

//แต่...อย่างน้อย...ครั้งนี้ก็ถือว่าไม่เสียเที่ยวเปล่า//

....................................................................................................................................................

ซาสึเกะค่อยๆลืมตาอย่างช้าๆ รู้สึกเปลือกตาช่างหนักอึ้งเหลือเกิน ความรู้สึกวิงเวียนเมื่อก่อนหน้าได้จางหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเจ็บระบมไปทั่วร่างกับความรู้สึกว่างแปลกๆของความว่างเปล่า แม้นิทรารมณ์ลึกล้ำเมื่อครู่ที่เขาตื่นจากก็มิอาจลดความอ่อนล้าได้เลยแม้แต่น้อย และเขาต้องใช้มือทั้งสองข้างยันตัวขึ้นนั่ง...นัยน์ตาสีดำนิลเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เมื่อเขาพบว่าโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้หายไปหมด เหลือเพียงอันที่คอ...อันที่เขาเกลียดที่สุดเท่านั้น ซาสึเกะนิ่วหน้า

“รู้สึกดีขึ้นบ้างรึเปล่า” เสียงนุ่มลึกดังมาจากทางซ้ายของเขาเด็กหนุ่มผมดำหันขวับกลับไปเขม่นเจ้าของเสียงด้วยความชิงชัง “ไม่เลย”

“นายน่าจะรู้นะ สารเลว” ซาสึเกะกล่าว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขุ่นแค้น พลางดึงเอาผ้าห่มขึ้นมาปิดร่างเปลือยเปล่าของตนเอง

“เลิกเรียกชั้นว่า ‘สารเลว’ ซะที” อิทาจิว่า กระชากโซ่เส้นสุดท้ายที่ต่อกับปลอกคอเหล็กดึงเอาซาสึเกะเข้ามาใกล้ๆ “ชั้นคิดว่ามันจะฟังดูดีกว่า ถ้านายจะเรียกชั้นว่า ‘เจ้านาย’ นะ” รู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆของพี่ชายระอยู่ที่ใบหู ซาสึเกะพยายามขยับหนีด้วยความประหม่า  แต่ความพยายามกลับไร้ผล เมื่ออีกฝ่ายดึงเขาเข้ามาจุมพิตอย่างเร่งร้อน ลิ้นอุ่นเคล้าเคลียริมฝีปากนุ่มบดเบียดเข้ารุกล้ำภายในควานไซร้ไปทั่ว ก่อนจะทิ้งร่องรอยไว้เป็นหยาดน้ำลายของสองโสทรที่ผสมปนเปกันและหยดเป็นสายจากริมฝีปากอิ่ม เมื่ออุจิวะผู้พี่ถอนริมฝีปากออก

รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนริมฝีปากของอิทาจิจากภาพที่เห็นตรงหน้า และอุจิวะผู้พี่ก็โน้มตัวกลับไปเลียหยาดน้ำเหนียวใสนั้นทิ้ง ขณะที่มือที่ว่างขยับเลื่อนไปตามชายผ้าห่มเปื้อนคราบอย่างใจเย็น

ซาสึเกะดึงผ้าห่มเลอะคราบเกรอะกรังที่ปกปิดร่างเปลือยเปล่าของเขาไว้ราวกับมันเป็นหลักยึดสุดท้ายในโลกนี้ เพียงเพราะความกลัวถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นวินาทีต่อจากนี้...ความอัปยศที่ได้รับ...แค่นี้ยังไม่พออีกหรือ

แต่อิทาจิก็ไม่ได้ดึงผ้าห่มนั้นออกไป นัยน์ตาของซาสึเกะเบิกกว้าง เมื่อเขาถูกช้อนตัวขึ้นไปนั่งบนตักพี่ ใบหน้าที่ซีดเผือดครู่ก่อน บัดนี้กลับถูกเลือดฝาดแต่งแต้มให้แดงระเรื่อ แม้ว่าจะมีผ้าห่มคั่นอยู่ แต่เด็กหนุ่มก็สามารถรับรู้ได้ถึงสัมผัสของผิวกายอีกฝ่าย //บ้าจริง นี่ขั้นกำลัง...// เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากตัวเอง รู้สึกเหมือนเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆเมื่อมือข้างหนึ่งของพี่เข้าลูบไล้แผ่นหลังอย่างช้าๆเป็นวงกลม ขณะที่มืออีกข้างโอบเขาไว้แน่น

“นาย...ทำแบบนี้ทำไม” ซาสึเกะถามเสียงอ่อน พยายามซ่อนใบหน้าที่แดงไปหมดอย่างยากเย็น

“...ก็นายทำท่ายังกะจะร้องไห้” อิทาจิตอบราวกับมันเป็นเรื่องที่แสนจะปกติ

//โกหก...ทำไมพี่ถึงสนใจว่าชั้นจะร้องไห้จริงๆรึเปล่า// “ยังไงนายก็เป็นแค่ไอ้สาร-” ส่วนที่เหลือของคำกล่าวหานั้นถูกตัดตอนด้วยอีกจุมพิตหนึ่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับที่ได้รับก่อนหน้าแล้วอ่อนโยนราวกับโกหก/

//ตลอดหลายปีของความเดียวดาย...พี่ไม่เคยสนใจตอนว่าชั้นจะร้องไห้รึเปล่ากับสิ่งที่พี่ทำ…//

เมื่อริมฝีปากของทั้งคู่ละออกจากกัน ซาสึเกะจ้องหน้าอิทาจิด้วยความนิ่งเงียบที่ราวกับเป็นนิรันดรอยู่ชั่วขณะก่อนจะปล่อยให้คำพูดแห่งความเกลียดชังเข้าทำลายความเงียบงันระหว่างทั้งสอง “แล้วนายจะเสียใจที่ให้ยาถอนพิษชั้น” เขารู้ดีว่ากำลังของเขาจะกลับมาในไม่ช้า และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เขาจะไม่ละโอกาสที่จะสังหารอิทาจิเสีย...ไม่มีทาง

//พี่ไม่เคยสนใจถ้าชั้นจะร้องไห้อยู่คนเดียวโดยไม่มีใครที่จะเชื่อใจได้อีก//

อุจิวะผู้พี่ไม่ได้เกรงกลัวคำขู่นั้นเลยแม้แต่น้อย “นายจะลองเข้ามาฆ่าชั้นเมื่อไหร่ก็ได้ น้องชาย” เขากล่าวและดึงผ้าห่มที่ห่อหุ้มร่างน้องชายอยู่ออกไป นิ้วเรียวไล่ไปตามรอยเลือดที่บัดนี้แห้งสนิทแบะจับตัวเป็นก้อนแข็งอยู่บนผิวขาว /

//ความเจ็บปวด...ความโศกเศร้า...ทั้งหมด...พี่เป็นคนก่อ…แบบนี้ชั้นควรจะเชื่อที่พี่พูดอีกรึ//

เล็บคมสีดำกดลึกเข้าไปในผิวสีซีดอีกครั้งเรียกให้เลือดสีแดงไหลรินออกมาอีก

//ทำไมชั้นต้องเชื่อพี่...ในเมื่อชั้นรู้อยู่แล้วว่าที่พี่ทำลงไปทั้งหมดมันก็เพื่อความสนุกเท่านั้น//

โลหิต...ความแค้น...ความต้องการ...

//นายมันสารเลว อุจิวะ อิทาจิ ชั้นเกลียดนาย//

“ชั้นเกลียดนาย” รู้สึกเหมือนสัตว์ที่ติดกับ ไม่มีหนทางที่จะเป็นอิสระ ได้แต่ร้องขออย่างน่าสมเพชต่อความเมตตาของผู้ที่จับได้...ผู้ล่าที่สนุกยามได้เห็นเหยื่อทรมาน เสพสมกับทุกความอ่อนแอที่เหยื่อแสดงออกมา ซาสึเกะไม่อยากจะเป็นเช่นนั้น เขาไม่อยากยอมแพ้เกมนี้ง่ายๆ แม้ว่ามันจะเป็นเกมที่ไม่มีทางชนะ...เขาแพ้ตั้งแต่เริ่มต้น เป็นเพียงตุ๊กตาที่ถูกชักใยไปตามจังหวะที่พี่กำหนด

//ชั้นจะขอเกลียดนายตลอดไป//

เสียงครางเบาๆหลุดลอยจากริมฝีปากของเด็กหนุ่ม เมื่ออิทาจิก้มลงเลียเลือดที่ไหล ดื่มโลหิตของผู้ร่วมสายเลือดราวกับมันป็นเครื่องดื่มอันเลิศรส มันราวกับร่างกายของเขาตอบสนองกับสัมผัสต้องห้ามที่ได้รับโดยอัตโนมัติแม้ว่าฤทธิ์ยาจะเสื่อมไปแล้ว นั่น ยิ่งทำให้ซาสึเกะเกลียดตัวเองหนักขึ้นไปอีก

เมื่ออิทาจิจัดการเลียแผลจนสะอาดดีแล้ว เขาก็ลุกขึ้น ดึงซาสึเกะให้ลุกตามไปด้วย อุจิวะผู้น้องมองพี่ชายอย่างงงๆที่จู่ๆก็ลุกขึ้น

ราวกับอ่านใจได้ อิทาจิเอาสองนิ้วจิ้มหน้าผากน้องชาย “เรื่องนั้นเอาไว้ทีหลังก็ได้ ตอนนี้ชั้นต้องทำความสะอาดนายซะก่อน ตุ๊กตาที่น่ารักของชั้น”
[b]
Chapter 4: Control
[/b]
น้ำอุ่นๆค่อยถูกเติมจนเต็มอ่างกระเบื้องสีนวล สัมผัสของสายน้ำห่อหุ้มผิวกายเปลือยเปล่า ฟองสบู่โปร่งใสที่สะท้อนกับแสงจนเห็นเป็นหลายสีหลายขนาดลอยเอื่อยๆอยู่บนผิวน้ำ ชั่วขณะหนึ่ง กลิ่นหอมเย็นๆของสบู่เหลวกับแสงไฟสลัวสบายตาภายในห้องน้ำกว้าง ราวกับจะสร้างภาพลวงแห่งความสะดวกสบายให้กับเด็กหนุ่มจนอยากจะหลับตาลงและพักผ่อน ลืมเสียซึ่งความจริงที่แสนจะโหดร้าย...ความจริงที่ทำได้สร้างบาดแผลลึกทั้งร่างกายและจิตใจ แต่กระนั้น ช่วงเวลาสั้นๆแห่งความสงบของเขากลับต้องมลายหายไปราวกับมันมิเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน   

น้ำในอ่างกระเพื่อมและสาดกระเด็นไปทั่ว และฟองในอ่างก็เปลี่ยนจากลอยเอื่อยๆเป็นรีบเร่ง ราวกับกำลังวิ่งหนีคลื่นน้ำที่กระเพื่อมเป็นวง ฟองใดที่หนีได้ช้าก็พลันถูกกลืนแตกหายไปในอากาศธาตุพร้อมๆกับเสียง ‘โพละ’ เล็กๆ เมื่อเด็กหนุ่มสะดุ้งอย่างแรง เมื่อมือเรียวของพี่ชายที่เขาเกลียดแสนเกลียดสัมผัสถูกบริเวณที่อ่อนไหวง่ายที่กลางหว่างขา ซาสึเกะหอบหายใจเสียงดัง ทิ้งศรีษะไปด้านหลังอย่างแรง สัมผัสที่รุกเร้าไม่หยุดนั่นมันกำลังทำให้เขาบ้า เขาลืมเสียสิ้นกระทั่งที่ว่าไหล่ที่เขายืมพักพิงอยู่นั่นเป็นไหล่ของใคร

“ยะ หยุด!” น้ำเสียงที่หลุดออกมาฟังดูตะกุกตะกักและขาดช่วง ลมหายใจก็ถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ มือเรียวสวยนั่น...สัมผัสของมันราวกับปีศาจแห่งราคะที่ไร้เหตุผล...ขยับขึ้นๆลงๆเป็นจังหวะ กล่อมให้ความสุขที่เต็มไปด้วยบาปเข้าครอบงำไปทั่วร่าง ซาสึเกะเอนตัวลงพิงร่างเบื้องหลัง ความต้องการเปี่ยมล้นแปรเปลี่ยนเป็นม่านหมอกบดบังจิตสำนึกของเขาจนสิ้น เขาไม่ได้ยินแม้เสียงกู่ตะโกนปฏิเสธแห่งความโกรธเกลียดใดๆ เมื่ออิทาจิโน้มศรีษะลงจุมพิตหนักหน่วงบนต้นคอของเขา ขบกัดผิวขาวเนียนอย่างแรงจนรู้สึกเจ็บ แต่มันกลับเป็นความเจ็บปวดที่เติมเต็มซึ่งความปรารถนา  

“อา...” เสียงครางแห่งความภิรมย์หลุดลอยจากริมฝีปากของเด็กหนุ่ม ก่อนที่เขาจะทันได้สกัดกั้น ทุกจังหวะของสัมผัสที่พี่ปรนเปรอให้นำพาให้เขาใกล้จุดหมายขึ้นไปเรื่อยๆ...กระชั้นเข้าไปทุกทีๆ... เด็กหนุ่มเขยื้อนร่างเข้าแนบชิดกับคนด้านหลังขึ้นเรื่อยๆ เพียงเพื่อจะให้ได้รับสัมผัสนั้นมากขึ้น...ใกล้เข้าไป...ใกล้เข้าไป...จนกระทั่ง...

ซาสึเกะตัวแข็งทื่อ หยุดการกระทำทุกอย่าง สิ่งที่เขารู้สึกได้มันทำให้เขาได้สติ...ส่วนอ่อนไหวของพี่ที่สัมผัสกับช่วงล่างของแผ่นหลังของเขามันไม่ใช่อะไรที่จะปล่อยผ่านไปได้เปล่าๆ หากแต่มันกำลังเรียกร้องที่จะเข้าครอบครองอีกครั้ง แต่ก่อนที่ซาสึเกะจะทันได้เริ่มขัดขืน อ้อมแขนแกร่งของอิทาจิก็เข้าล็อคเอวบางของน้องชายเอาไว้ ก่อนที่จะใช้ปลายลิ้นลากไล้ผิวเนื้อบริเวณหูและต้นคอระหงทรมานเพื่อเล่น

“หยุด!” ซาสึเกะประท้วง พยายามปลดตัวเองให้หลุดจากอ้อมแขนของอิทาจิ แต่ไร้ผล ไม่ว่าจะทำยังไง แม้กระทั่งใช้เล็บข่วนและจิกแขนพี่ชายจนเป็นแผล อุจิวะผู้พี่ก็ไม่แม้แต่จะแสดงอาการเจ็บปวดใดๆ กลับดูยิ่งสนุกกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ มือที่กุมส่วนอ่อนไหวของน้องชายไว้ก็ทั้งบีบและเร่งจังหวะเร็วกว่าเดิมจนรู้สึกเจ็บ

”ชั้นบอกให้หยุด!” ซาสึเกะหอบ หลับตาแน่น

“แต่ชั้นไม่คิดจะหยุด” อิทาจิกล่าวอย่างใจเย็น พลางลากลิ้นจากบริเวณคอของเด็กหนุ่มเลื่อนไปตามคางสวยได้รูปอย่างช้าๆ ทิ้งให้เห็นรอยทางน้ำลายยาวเป็นสาย

จังหวะถูกเร่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับเสียงหายใจหอบถี่ที่กระตุกขาดเป็นห้วงๆ เสียงครางที่เจ้าตัวไม่ต้องการดังสะท้อนไปมากับผนังหินอ่อนในห้องน้ำกว้างราวกับบทเพลงแห่งกามารมณ์ที่ไม่พึงปรารถนา ขณะที่น้ำในอ่างค่อยๆเปลี่ยนจากไร้สีสันเป็นสีของเลือดที่ผสมกับของเหลวขุ่นข้นก่อนหลั่ง เรือนผมสีรัตติกาลของทั้งคู่สยายอยู่ระผิวน้ำสีขุ่นผสมปนเปกันจนเห็นเป็นสายแพสีดำยาวลอยละล่อง บางส่วนยังคงเริงเล่นอยู่บนผิวน้ำ และบางส่วนก็หาที่พักพิงเกาะอยู่บนผิวขาวเนียนของคนทั้งคู่ กระนั้นก็ยังมิอาจบอกได้ว่าเป็นผมของใครด้วยเหตุที่ร่างของทั้งสองอยู่ใกล้กันจนเรียกได้ว่าแนบชิด

“อิทาจิ...” ชื่อของเขาที่หลุดออกมาฟังราวกับเสียงกระซิบวอนขอ แต่ขออะไรล่ะ...แม้แต่อิทาจิเองก็มิอาจแน่ใจได้ แต่ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม เขาจะไม่ตอบรับมันง่ายๆแน่

มือที่ทั้งปรนเปรอและทรมานให้หยุดลงก่อนที่ร่างบางจะไปถึงขอบฝั่ง ซาสึเกะลืมตาขึ้น ภาพที่เห็นเลือนรางพร่ามัวไปหมด เด็กหนุ่มกระพริบตาสองสามครั้ง และภาพที่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดเบื้องหน้าคือใบหน้าของพี่ชายที่เกลียดแสนเกลียดกับรอยยิ้มเล็กๆที่ไม่น่าไว้ใจบนริมฝีปากบางนั้น

“ชั้นบอกว่า ’เรื่องนั้นน่ะเอาไว้ต่อทีหลังก็ได้’ ไม่ใช่รึไง น้องชาย” อิทาจิกล่าว เอื้อมมือไปหยิบปลอกคอโลหะติดโซ่ที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ใกล้ๆมาใส่ให้เด็กหนุ่ม “ถ้านายทำตัวว่าง่าย ชั้นจะเอามันออกให้จริงๆก็ได้นะ”

ไม่ว่าซาสึเกะจะต้องการหรือไม่ก็ตาม...เขาจะยังไม่ให้เด็กหนุ่มได้ปลดปล่อยออกมาง่ายๆ

“นายต้องเชื่อฟังชั้น”

..................................................................................................................................................................


ซาสึเกะนอนแผ่หลาอยู่บนที่นอนผ้าซาตินนุ่มสีดำที่เพิ่งเปลี่ยนใหม่ เรือนผมที่ถูกเลี้ยงจนยาวของเขายังคงเปียกและเกาะอยู่ตามใบหน้าของเขา แต่เขาไม่มีแม้แต่ความคิดที่จะปัดมันให้เข้าที่ เด็กหนุ่มนอนนิ่งราวกับซากศพไร้ชีวิต เขาหวังว่าเขาจะเป็นแค่ซากศพที่ไร้ชีวิต แต่กระนั้น เขาก็มิอาจแสร้งทำเป็นไม่ใส่ใจความต้องการปลดปล่อยที่ร้อนรุ่มราวกับไฟได้ และเพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะไม่ทำการสำเร็จด้วยตัวเอง อิทาจิก็ได้ทำการล่ามโซ่ข้อมือทั้งสองข้างของเขาไว้กับหัวเตียงอีกหน นั่น ยิ่งทำให้ความเกรี้ยวโกรธของเด็กหนุ่มประทุ หากแต่เขามิได้แสดงมันออกมาบนใบหน้า...ตอนนี้เขาไม่ต้องการอะไรนอกจากการจะได้สังหารผู้ชายที่เขาแค้นเสีย

แอ๊ด...

ประตูบานใหญ่สีดำค่อยๆเปิดออก อาชญากรหนุ่มรูปงามเดินกลับเข้ามาในห้อง ชั่วพริบตาบรรยากาศปกติราวกับจะหนักอึ้งและหายใจลำบาก ซาสึเกะจ้องมองพี่ชายอย่างเงียบๆ อาชญากรหนุ่มอยู่ในชุดเต็มสูตร ผ้าคลุมสีดำที่มีสัญลักษณ์ของเมฆาสีโลหิตสะบัดดังพรึ่บพรั่บ เมื่อชายหนุ่มสาวเท้ายาวๆกลับมาที่เตียง

//ฮึ ทำไมพี่ยังจะต้องห่วงแต่งตัวอีก ในเมื่ออีกเดี๋ยวพี่ก็จะถอดหมดอยู่แล้ว// เด็กหนุ่มคิดเป็นเชิงประชดประชัน  นัยน์ตาสีนิลหรี่เล็กลง

เตียงหรูขนาดคิงไซส์ยวบลงเล็กน้อยเมื่อน้ำหนักบนเตียงเพิ่มขึ้น ซาสึเกะเลื่อนสายตาขึ้นประสานกับพี่ชาย อุจิวะผู้พี่ไม่กล่าวอะไร เมื่อเขาเอื้อมไปปลดโซ่ที่พันธนาการข้อมือทั้งสองของน้องชายไว้ออก ก่อนจะใช้อันที่เหลือที่คอกระชากให้เด็กหนุ่มลุกขึ้นนั่ง

“ดื่ม น้องชาย” เขาสั่ง มือเรียวก็ปัดเอาเส้นผมที่ไม่เข้าที่ออกจากใบหน้างามของน้องชาย ส่วนอีกมือหนึ่งก็ถือแก้วใสที่บรรจุแชมเปญรสนุ่มไว้ใกล้ริมฝีปากเด็กหนุ่ม  

“…”

ซาสึเกะมองพี่ชายอย่างไม่มั่นใจ ก่อนจะรับเอาแก้วแชมเปญมา นิ้วยาวเรียวโอบรอบคอแก้วช้าๆ ขณะที่มือของทั้งสองสัมผัสกันชั่วครู่ แต่เด็กหนุ่มก็ยังมิได้ดื่มมัน กลับจ้องมองพี่ชายของตนไม่วางตา อิทาจิยกแก้วใสขึ้นแตะริมฝีปาก...ศรีษะโน้มไปข้างหลังเล็กน้อย เด็กหนุ่มได้ยินแม้กระทั่งเสียงกลืนเบาๆ ซาสึเกะหันหลับมามองของเหลวสีแดงสดในแก้วของตน เขาไม่เคยดื่มเครื่องดื่มจำพวกแอลกอฮอล์มาก่อน...เขาค่อยๆยกแก้วขึ้นแตะริมฝีปากอย่างช้าๆ แต่ลังเลว่าจะดื่มมันเข้าไปดีหรือเปล่า   

อิทาจิเงยหน้าขึ้นเห็นน้องชายของเขายังไม่ทำตามที่เขาบอกฏ้วางแก้วของตัวเองลงบนโต๊ะไม้ตัวสวยข้างเตียงที่ประดับประดาด้วยม่านสีแดงเข้ม ก่อนจะดึงแก้วแชมเปญมาจากซาสึเกะ “ชั้นบอกให้นายดื่ม” เขาพูด นัยน์ตาเนตรวงแหวนประสานกับนัยน์ตาสีนิลกาฬ ก่อนที่อิทาจิเองจะเทของแชมเปญรสนุ่มใส่ปากตัวเองในท่วงท่าที่ดูเชิญชวนและงามสง่า และเชยเคยซาสึเกะขึ้นมาจุมพิต ป้อนเครื่องดื่มหวานหอมให้

แชมเปญสีแดงสดบางส่วนไหลเปื้อนจากขอบริมฝีปากของเด็กหนุ่มเป็นทางลงมาถึงต้นคอระหง ดูราวกับรอยเลือดที่เคยอยู่ที่นั่นก่อนการชำระล้างก่อนหน้า

“นายต้องเชื่อฟังชั้น” อิทาจิย้ำชัด มือก็ลากผ่าน ‘ส่วนนั้น’ ของน้องชายเบาๆเป็นการบอกให้รู้ว่าใครคือผู้ถือไพ่เหนือกว่า เสียงครางเล็กๆที่ฟังดูเหมือนลูกแมวดังลอดริมฝีปากอิ่มของเด็กหนุ่ม อิทาจิลากลิ้นไปตามรอยทางสีโลหิตที่แชมเปญสร้าง จากริมฝีปาก...ไปยังคาง...ไปยังต้นคอขาว  เลียเอาเครื่องดื่มที่หกจนหมด ลิ้มลองรสชาติของมันที่ผสนผสานกับรสชาติของผิวกายของเด็กหนุ่ม มือสีซีดก็เปะป่ายไปทั่ว “บอกชั้นซิ น้องชาย นายต้องการอะไร”

“ชั้น...อ๊า...!” สัมผัสเคล้นคลึงส่วนอ่อนไหวอีกครั้ง “นาย...สารเลว...” เด็กหนุ่มสบถด่ากระท่อนกระแท่นโดยไม่ทันได้นึก

“หึ ‘งั้นรึ” อิทาจิยิ้มเยาะ เขาเลื่อนตัวขึ้นนั่งเอาหลังพิงกับหัวเตียงทองเหลือง โดยมีหมอนนุ่มๆใบกะทัดรัดรองหลังไว้อีกที “มานี่สิ” เขาสั่ง กระชากโซ่ตรวนดึงร่างบางเข้ามาใกล้ ซาสึเกะล้มลงตรงหน้าเพราะแรงกระชาก ทับลงบนอะไรบางอย่างที่ทั้งแข็งและอ่อนนุ่มในเวลาเดียวกัน เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้น และวินาทีต่อมา ใบหน้าขาวสวยนั่นก็ต้องแดงระเรื่อ เมื่อเห็นว่ามันคืออะไร

อิทาจิพิศดูปฏิกิริยาของน้องชายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสัมผัสส่วนอ่อนไหวที่เรียกร้องที่จะปลดปล่อยนั่นอีกครั้ง เพื่อกำชับให้ซาสึเกะรู้ว่าใครคือผู้ควบคุม ที่นี่ ตอนนี้ “นายรู้ว่าต้องทำอะไร ซาสึเกะ...แล้วชั้นจะช่วยปลดปล่อยให้”

”ไม่” ซาสึเกะปฏิเสธทันที แต่นัยน์ตาสีดำสนิทกลับเบิกกว้าง สิ่งที่เห็นสะท้อนอยู่หลังแววตาด้านชาคู่นั้น แม้มันจะเป็นเพียงแค่เสี้ยววินาที แต่อิทาจิกลับเห็นมันได้อย่างชัดเจน...ทั้งความกลัวและความปรารถนาลึกล้ำที่ขัดกับจิตสำนึกของเจ้าตัว...หลายปีมานี่ น้องชายของเขาเรียนรู้ที่จะซ่อนความรู้สึกได้เก่ง จนบางทีใบหน้างามนั่นราวกับไร้ความรู้สึก หากไม่เป็นเพราะความโกรธแค้นที่เขาได้เป็นผู้ปลูกจนหยั่งรากลึก ซาสึเกะคงเป็นเหมือนกับตุ๊กตากลโดยสมบูรณ์ เช่นนั้นแล้ว ยิ่งทำให้เด็กหนุ่มแสดงสีหน้าความรู้สึกออกมาเท่าไร มันยิ่งทำให้เขาสนุกกว่าการใช้เด็กหนุ่มเป็นตัวแทนที่เหลืออยู่ของตระกูลงี่เง่าเสียอีก  

อาชญากรหนุ่มกระชากโซ่ดึงให้เด็กหนุ่มรับรู้ถึงสิ่งที่ซุกซ่อนไว้ใต้เสื้อผ้าอาภรณ์ของเขาอีกครั้ง

“ฝันไปเถอะ!” ซาสึเกะปฏิเสธหนักแน่น แต่เขากลับมิอาจละสายตาจากสิ่งที่ค่อยๆถูกเปิดเผยสู่สายตาได้ เมื่อซิปกางเกงของพี่ชายค่อยๆถูกรูดลงช้าๆ เด็กหนุ่มหันหน้าหนีจากภาพที่ทำให้อารมณ์ของเขาประทุไปอีกทาง แต่อิทาจิก็บังคับให้เขาต้องหันกลับมา ก่อนจะรุกล้ำส่วนสำคัญของเขาเข้าไปในช่องปากของเด็กหนุ่ม ส่วนปลายของอาวุธนั้นลับกับด้านในสุดของช่องปากของเด็กหนุ่มจนทำให้เขาเกือบสำลัก

“ทำสิ” อิทาจิสั่ง น้ำเสียงของเขาทุ้มลงเล็กน้อย ส่วนมือเรียวก็หาได้อยู่ว่างไม่ เข้าโลมไล้แผ่นหลังนวลของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเลื่อนลงสัมผัสบั้นท้ายนุ่ม   

หากปากของเขาว่างอยู่ในขณะนั้น ซาสึเกะคงร้องคราญออกมา ด้วยความเจ็บปวดใหม่ที่แล่นผ่านมาจากสองนิ้วของพี่ชายที่ล่วงล้ำเข้ามาในร่างของเขา กระนั้น เขาก็มิอาจปฏิเสธมันได้ ทั้งสิ่งที่อยู่ในปากและโซ่ที่คล้องตรึงเขาไว้ เพลิงตัณหาโหมเข้าแผดเผาทั่วร่าง เมื่ออีกนิ้วหนึ่งถูกเพิ่มเข้าไป ความรู้สึกนี้...ทุกอย่าง...ทนไม่ไหวอีกต่อไป...เขาต้องการปลดปล่อย...เขาต้องการเป็นอิสระ

เริ่มต้นอย่างเชื่องช้าและประหม่า เด็กหนุ่มก็ได้กระทำสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นตราประทับแห่งบาปที่มิอาจลบล้าง เขาอมเอาส่วนลับของพี่แล้วปรนเปรอให้ ปลายลิ้นก็ตวัดเคล้าเคลียกับส่วนหัว แล้วลากขึ้นลงไปตามแนวยาวอย่างช้าๆ

เสียงครางด้วยความพอใจดังลอดมาจากริมฝีปากได้รูปของอุจิวะผู้พี่ อาชญากรหนุ่มเอนตัวลงพิงหมอน หลับตาพริ้ม สรวงสวรรค์ต้องห้ามสีดำช่างยั่วยวนและหอมหวาน บนลำธารสายยาวที่สะท้อนแต่บาปและโลหิตกับกองพะเนินของซากศพ...ในที่สุดเรือที่ไร้ใบชักก็ถึงจุดหมาย พร้อมกับเสียงโหยหวนกรีดร้องของผู้วายชนม์ที่ดังก้องอยู่แต่เพียงในฝันและความทรงจำ...ความฝันไร้ซึ่งซุ่มเสียงใดๆเมื่อมันตายจาก...ชายหนุ่มปลดปล่อยออกมาเต็มปากของน้องชาย โดยไม่มีแม้เสียงร้องครวญใดๆ นอกจากหยาดเหงื่อที่สะท้อนพราวอยู่ตามใบหน้าและผิวกาย

อิทาจิดึงโซ่ให้ซาสึเกะเข้ามาใกล้อีก เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กหนุ่มกลืนเอาทั้งหมดเข้าไป ก่อนจะลากเอาน้องชายขึ้นมาประกบจูบอย่างรุ่มร้อน ลิ้มเอารสชาติของตนที่ติดค้างอยู่ในปากและลิ้นเด็กหนุ่ม     

“จำไว้ ซาสึเกะ นายเป็นของ